ปราชญ์ พึงรักษาศีล: ความหมายและธรรมะสำหรับผู้มีปัญญา
ในทางพระพุทธศาสนา การดำเนินชีวิตด้วยปัญญาและการมีสติระลึกรู้เป็นสิ่งที่ได้รับการยกย่องสูงสุด พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนแนวทางการประพฤติปฏิบัติสำหรับทุกคน เพื่อการเป็นผู้มีปัญญาที่สมบูรณ์ไว้ในพุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังนี้ครับ
สีลํ รกฺเขยฺย เมธาวี
อ่านว่า: สี-ลัง-รัก-เขย-ยะ-เม-ทา-วี
แปลว่า: ปราชญ์ พึงรักษาศีล
ความหมายของ "ปราชญ์" ในทางธรรม
คำว่า "ปราชญ์" หรือ "เมธาวี" ในบริบทนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ผู้ที่มีความรู้ทางวิชาการสูง หรือผู้ที่เรียนจบในระดับสูงเท่านั้น แต่หมายถึง บุคคลผู้มีปัญญาทางธรรม คือผู้ที่รู้แจ้งในเหตุและผล รู้ว่าสิ่งใดควรทำและสิ่งใดไม่ควรทำ รู้จักแยกแยะระหว่างบุญกับบาป และมีความเพียรในการละเว้นจากความชั่ว เพื่อเจริญในสิ่งที่เป็นกุศลครับ
ทำไมปราชญ์จึงต้องรักษาศีล?
การรักษาศีลถือเป็นการทำบุญกุศลขั้นพื้นฐานที่มีอานิสงส์มาก ปราชญ์ผู้มีปัญญาย่อมเล็งเห็นประโยชน์มหาศาลของการรักษาศีล จึงปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเสมอด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้:
- ศีลคือเกราะป้องกันภัย: เมื่อรักษาศีลให้บริสุทธิ์ดีแล้ว ผู้ปฏิบัติย่อมไม่ต้องหวาดกลัวต่อโทษทัณฑ์และภัยอันตรายต่าง ๆ ที่เกิดจากการเบียดเบียนผู้อื่น
- ศีลคือการปิดประตูอบาย: การมีศีลมั่นคงเป็นการป้องกันไม่ให้จิตใจตกต่ำ และปิดโอกาสที่จะไปสู่อบายภูมิหลังจากสิ้นชีวิต
- ศีลคือรากฐานของสมาธิและปัญญา: ศีลเป็นพื้นฐานเบื้องต้น เปรียบเสมือนมารดาแห่งความงามและประมุขของธรรมทั้งปวง การจะมีสมาธิที่ตั้งมั่นและปัญญาที่แตกฉานได้ จำเป็นต้องมีศีลที่บริสุทธิ์รองรับ เป็นหนทางที่จะยกตนขึ้นสู่การปฏิบัติธรรมชั้นสูง จนกระทั่งถึงพระนิพพาน
การนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
ไม่ว่าเราจะเป็นนักเรียน หรือวัยทำงาน การนำคติธรรมข้อนี้มาปรับใช้สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยเริ่มจากการรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์ ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น การมีระเบียบวินัยในตนเองก็นับเป็นการรักษาศีลในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลให้เราเป็นผู้ที่น่าเชื่อถือ และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและการเรียนได้ครับ
ดังนั้น หากเราต้องการเป็นผู้มีปัญญา หรือเป็น "ปราชญ์" ที่แท้จริง เราจึง พึงชำระศีลให้บริสุทธิ์ อยู่เสมอ เพราะความงามของศีลนั้นประเสริฐกว่าความงามใด ๆ ในโลกครับ